ล่าแม่มด ‘คนทรยศ’ แผ่นดิน พลังที่น่ากลัวของชาตินิยมจีน

ล่าแม่มด ‘คนทรยศ’ แผ่นดิน พลังที่น่ากลัวของชาตินิยมจีน

ในเวลาที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น คนทั่วโลกกำลังคลั่งใคล้กับซีรีส์เกาหลี Squid Game แต่ในเมืองจีนผู้คนแห่แหนกันไปชมภาพยนต์เรื่อง “ฉางจินหู” หรือ The Battle at Lake Changjin ว่าด้วยสมรภูมิทะเลสาบฉางจินในช่วงสงครามเกาหลี

ที่ภาพยนต์เรื่องนี้ทำรายได้มหาศาล ส่วนหนึ่งก็เพราะกระแสชาตินิยมจีนกำลังพลุ่งพล่าน ประจวบเหมาะกับที่จีนถูกรุมล้อมด้วยแนว “พันธมิตรต้านจีน” ที่ชักนำโดยสหรัฐ ทำให้คนจีนรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับช่วงสงครามเกาหลีที่จีนต้องรบกับ“สหประชาชาติ” เพียงลำพัง (แน่นอนว่ามีเกาหลีเหนือด้วย แต่เรารู้ว่าเกาหลีเหนือเพลี่ยงพล้ำจนเกือบจะเสียประเทศในช่วงสมรภูมิฉางจินหู)

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

มันไม่ใช่แค่นั้น ท่าทีของเกาหลีใต้ที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับจีนมากนักในระยะหลัง ทั้งในเรื่องการรับลูกสหรัฐในทางยุทธศาสตร์และกระแสต่อต้านคนจีนในเกาหลีใต้ ทำให้จีนตัดเยื่อใยกับเกาหลีใต้หลายๆ เรื่องโดยเฉพาะธุรกิจบันเทิง สักสี่ห้าปีก่อน เราจะเห็นทีวีจีนนำรายการของเกาหลีใต้มารีเมคจนได้รับความนิยมทั่วบ้านทั่วเมือง ดารานักร้องเกาหลีที่หางานทำที่บ้านไม่ได้ ก็ยังกลับมาดังที่จีนได้

ตอนนี้บันเทิงเกาหลีใต้เกือบจะไม่มีที่ยืนในจีนเอาเลย ดาราเกาหลีหายหน้าไปหมด ช่วงต้นปีนี้มีสัญญาณนิดหน่อยว่าจีนอาจจะเปิดรับบันเทิงเกาหลีใต้อีกครั้ง แต่แล้วก็เงียบไปอีก

แม้แต่ในเกาหลีใต้เองก็มีกระแสต่อต้านจีนแรงขึ้นในหมุ่ประชาชน ก่อนที่จะมีภาพยนร์เรื่องฉางจินหู จีนยังมีภาพยนต์เกี่ยวกับสงครามเกาหลีอีกเรื่องออกมาปีที่แล้วคือ “จินกังชวน” หรือ The Sacrifice แต่พอเรื่องนี้ไปฉายที่เกาหลีใต้ปรากฏว่าก่อให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้างจนต้องถอดหนังออกจากโรงกลางคัน

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

คนจีนนั้นหันมานิยมของตัวเองมากขึ้น และยิ่งมันโยงกับความภาคภูมิใจในชาติด้วยแล้วมันยิ่งขายดี ดูอย่างเรื่อง “จินกังชวน” และ “ฉางจินหู” เป็นตัวอย่าง

เท่านั้นยังไม่พอเป็นดาราจีนยังต้องเป็นดาราที่รักชาติด้วย เพราะกระแสรักชาติตอนนี้แรงสุดขีด หลังจากเกิดกรณีไอดอลหนุ่ม จางเจ๋อฮั่นเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิที่ญี่ปุ่น (ศาลเจ้าที่บวงสรวงดวงวิญญาณอาชญากรสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จีนโกรธแค้นอย่างยิ่ง) ทำให้จางเจ๋อฮั่นกลายเป็นคนไม่รักชาติและไม่มีที่ยืนในสังคมจีนทันที

ดาาราจีนบางส่วนยังหาภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองด้วยการเข้าคอร์สอบรมกับภาครัฐ นัยว่าเพื่อรับประกันว่าพวกเขามีความรักชาติพอที่จะไม่ถูกชาวเน็ตรุมทึ้งจนหมดอนาคตเหมือนจางเจ๋อฮั่น หรือโดนรัฐบาลสั่งแบน ซึ่งตอนนี้ ทางการจีนคิดจะแบนใครก็แบนเลยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

ตอนนี้วัฒนธรรมไอดอลที่จีนรับมาจากเกาหลีเริ่มอ่อนแรงลงเพราะการตัดตอนของรัฐบาล 2 ทาง คือการปิดทางหากินของบันเทิงเกาหลีในจีนและการกวาดล้างพฤติกรรม“เหนียงเพ่า” หรือหนุ่มหวาน

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

“ฉางจินหู” นั้นให้ภาพความกล้าหาญแบบแมนๆ ตรงกันข้ามกับพฤติกรรม“หนุ่มหวาน” ที่มาพร้อมกับกระแส“ฮัลรยู” ของเกาหลีใต้ที่ทางการจีนไม่สบอารมณ์จนสั่งแบนพฤติกรรมเหล่านี้ทั้งในหน้าจอและในงานเขียน จนกระทั่งมีเสียงกระแนะกระแหนว่าจะแบนหนุ่มหวานเพื่อทำให้ผู้ชายในประเทศแมนกันไปไหน หรือจะไปรบกับใคร?

คำตอบสะท้อนผ่านเรื่อง“ฉางจินหู” นั่นเอง

สมรภูมิฉางจินหูนั้นเป็นการรบใหญ่ในสงครมเกาหลี ตอนที่เกาหลีเหนือเพลี่ยงพล้ำถูกไล่ตีต้อนจนเกือบจะมาถึงชายแดนจีน จีนจึงส่งทหารมากมายมาศาลมาช่วย จนกระทั่งมาโอบล้อมกองทัพสหประชาชาติที่ทะเลสาบอ่างเก็บน้ำชังจิน (จีนออกเสียงว่าฉางจินและฝรั่งออกเสียงแบบญี่ปุ่นว่าโชซิน)

การรบเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน แต่ละฝ่ายล้มตายกันไปหลายหมื่น แต่ฝ่ายจีนนั้นตายมากที่สุดอาจจะถึง 60,000 คน แต่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ชัยชนะเด็ดขาด หรืออาจเรียกได้ว่าเคลมชัยชนะได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย อันที่จริงแล้ว ด้วยการสูญเสียมหาศาลของฝ่ายจีน และการปล่อยให้กองทัพสหประชาชาติหลุดพ้นจากวงล้อมไปได้ สมรภูมินี้จีนน่าจะเสียเปรียบมากกว่า

ฝ่ายจีนเองมองว่ามันคือชัยชนะต่างหาก คือสิ่งที่แสดงว่าจีนสามารถปิดล้อมและบดขยี้อเมริกันได้ แต่มันเป็นความเชื่อหรือเพ้อฝันกันแน่ นักประวัติศาสตร์ จางสู่กวง (Shu Guang Zhang) บอกว่าสมรภูมินี้ทำให้จีนเกิด“ความคาดหวังที่ไม่สมจริงว่ากองทัพประชาชนอาสา (กองทัพจีน) จะก่อให้เกิดปาฏิหาริย์”

ภาพยนต์เรื่อง “ฉางจินหู” กำลังให้กระแสรักชาติในจีนสูงเกินไปจนไม่อิงกับความเป็นจริงหรือไม่?

ความรักชาติของจีนเองก็มีลักษณะ “ทำเทียม” เพราะถูกกระตุ้นเร้าโดยรัฐบาลด้วย ซึ่งมันมีข้อดีอยู่ 2 เรื่องสำหรับรัฐบาลจีน อย่างแรกมันทำให้จีนเป็นปึกแผ่นมากพอที่จะรับมือกับการ “บูลลี่” จากภายนอก หากเกิดสถานการณ์แบบสงครามเกาหลีจริงๆ รัฐบาลจีนก็แน่ใจได้ว่าประชาชนพร้อมจะเสียสละเป็นหมื่นเป็นแสนเหมือนตอนสมรภูมิฉางจินหูเพื่อต้านทานกับรุกรานของนานาประเทศ

ข้อดีข้อที่สอง กระแสรักชาติทำให้คนมองไม่เห็นข้อเสียของรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลจีนจะพลาดเรื่องอะไรก็ตาม (เช่นเรื่องการระบาดหรือเรื่องเศรษฐกิจ) ประชาชนจะมองข้ามมันไป เพราะสายตาของพวกเขาจะมองไปที่ภัยคุกคาจากภายนอกและมีแต่ควมกระเหี้ยนกระหือรือที่จะ “ล่าแม่มด” พวกไม่รักชาติ

ความรักชาติของคนจีนจึงทำให้คนจีนหัวร้อนขึ้น กระทั่งบางครั้งการโจมตีพรรคคอมมิวนิสต์ยังกลายเป็นความไม่รักชาติ การพูดถึงไต้หวันเป็นเรื่องไม่รักชาติ การวิจารณ์เรื่องที่ไม่ถูกต้องของประเทศชาติหรือพรรคก็ถูด่าว่าไม่รักชาติ

มันจึงกลายเป็นอาวุธที่รัฐบาลจีนใช้เป็นเครื่องมือได้ สมมติว่าหากจะเล่นงานกลุ่มก้อนทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือปฏิปักษ์ประเทศ ก็เพียงแค่โยนข้อหานี้ให้ ประชาชนจีนก็จะพามารุมทึ้งกันเอง

หลายๆ ครั้ง ชาวเน็ตจีนจะรุมสกรัมเป้าหมายอย่างไม่มีชิ้นดีด้วยพฤติกรรมที่รุนแรงจนน่าขนลุก แต่ทางการจีนกลับไม่แบนแอคเคาท์เหล่านี้ (ซึ่งรัฐสามารถปิดแอคเคาท์หรือติดตามตัวได้ไม่ยากเลย) นั่นแสดงว่าทางการจีนกำลังใช้พลังของคนกลุ่มนี้ให้เป็นประโยชน์

กรณีที่น่าสนใจเกิดขึ้นกับ ดร. จางเหวินหง แพทย์ชั้นแนวหน้าของจีนเจ้าของฉายา “ฟอซีเมืองจีน” เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ดร. จางเหวินหงโพสต์ในเวยปั๋วยโดยบอกว่าจีนควรจะอยู่ร่วมกับโควิด เพียงแค่บอกเท่านั้นกลับถูกมองว่าวิจารณ์นโยบายโควิดเป็นศูนย์ที่รัฐบาลทำอยู่ ทำให้เขาถูกถล่มหนัก กล่าวหาว่าดร. จางเหวินหง เลียแข้งเลียขาแนวคิดพวกตะวันตก วิบากกรรมของเขายังไม่จบเพราะถูกตั้งข้อสงสัยด้วยว่าลอกงานวิชาการ

ในช่วงเวลานี้ประชาคมวิชาการของจีนถูกเล่นงานแบบนี้หลายครั้ง เพราะแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา แต่ถูกพวกรักชาติจนเกินพอดีไปรุมด่าทอในทำนองว่า “ไม่คล้อยตามเท่ากับไม่รักชาติ”

รัฐบาลก็ลอยตัวไป เพราะเมื่อไม่มีใครกล้าวิจารณ์ และมีคนช่วยปกป้องแล้ว

แต่มันมีหลายครั้งที่จีนควบคุมอาการรักชาติจนคลุ้มคลั่งไม่ได้

กรณีล่าสุดคือเกิดขึ้นกับ“เสี่ยวเอส” หรือสวีซีตี้ นักแสดงชาวไต้หวันที่เป็นที่นิยมในจีน ทำงานในจีน และมีพี่เขยเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ (คือสามีของต้าเอส ซึ่งเป็นนักแสดงเหมือนกัน)

ช่วงที่มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เสี่ยวเอสเชียร์ก็นักกีฬาของไต้หวัน ในฐานะเป็นคนไต้หวันถือเป็นเรื่องปกติ และเธอเรียนักกีฬาของไต้หวันว่า “ทีมชาติ” แต่การเรียกแบบนี้ทำให้ชาวเน็ตจีนไม่พอใจ เพราะสำหรับจีนแล้วไต้หวันไม่ใช่“ชาติ” เป็นแค่ “ไทเป” ส่วนหนึ่งของจีนเท่านั้น

คนจีนจึงถล่มเสี่ยวเอส ประณามเธอว่าเป็น“ไถตู๋” หรือพวกที่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน โดยไม่ได้แยแสว่าเสี่ยงเอสนั้นทำงานในจีน ใกล้ชิดกับจีน (เพราะผู้ใหญ่ในครอบครัวเธออพยพมาจากแผ่นดินใหญ่) และหลีกเลี่ยงเรื่องการเมืองมาโดยตลอด และยังบอกด้วยว่า“ฉันไม่ใช่พวกไถตู๋”

การที่เสี่ยงเอสที่เป็นสายใยระหว่างแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันถูกคนจีนถล่มแบบไมาให้มีที่ยืน ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก และสุ่มเสี่ยงมากขนาดที่ “กั๋วไถป้าน” หรือสำนักงานกิจการไต้หวันของรัฐบาลจีนต้องออกโรงมาปรามคนจีนด้วยกันเองในทำนองเข้าข้างเสี่ยวเอส ทำให้เสี่ยวเอสต้องขอบคุณ และกระแสต่อต้านเธอเริ่มตีกลับมาเชียร์อีกครั้ง

อีกคนที่ถูกอาการรักชาติจนโอเว่อร์ของคนจีนเล่นงานคือจางจวินหนิง นักแสดงไต้หวันอีกคนที่มาทำมาหากินในจีน และสนับสนุนจีนอย่างชัดเจน ในเดือนมีนาคมปีนี้ตอนที่จีนถูกนานาประเทศรุมเรื่องฝ้ายซินเจียง เธอกลับประกาศสนับสนุนฝ้ายจากซินเจียงของแผ่นดินใหญ่

ถึงจะรักจีนขนาดนี้ จางจวินหนิงก็ยังถูกมองว่าเป็นพวกทรยศ เพราะมีคนขุดวิทยานิพนธ์ของเธอเมื่อ 11 ปีก่อนที่ทำในไต้หวัน ในเนื้อหาเธอใช้คำว่า “หว่อกั๋ว” (ประเทศของฉัน) ในความหมายถึงไต้หวัน ซึ่งกับคนจีนแล้ว “หว่อกั๋ว” จะหมายถึงจีนเท่านั้น การใช้ หว่อกั๋วกับไต้หวันสะท้อนว่าผู้ใช้คิดว่าไต้หวันเป็นประเทศเอกราชนั่นเอง

จางจวินหนิงมีแถลงการณ์ว่าเธอมีอัตลักษณ์เป็นคนจีนและไม่ใช่พวกไถตู๋ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ชื่อของเธอถูกลบออกจากเครดิตของซีรีส์ที่แสดงและยังถูกลบตอนออกไปด้วย 6 ตอน

กรณีนี้หนักกว่าเสี่ยวเอส เพราะกลายเป็นเรื่องการเมืองระหว่างไต้หวันกับแผ่นดินใหญ่ไปด้วย เมื่อไช่อิงเหวินแสดงความเห็นว่ากรณีที่จางจวินหนิงถูกล่าแม่มดแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย และความเป็นเผด็จการอำนาจนิยมในจีน

เมื่อไช่อิงเหวินออกโรง กั๋วไถป้านของแผ่นดินใหญ่ก็อยู่เฉยไม่ได้ โดยออกมาสนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการทำงานข้ามกันไปมาของคนบันเทิงสองฝั่ง ข้อนี้เท่ากับสนับสนุนจางจวินหนิง แต่กลับไม่ได้เตือนคนจีนที่บูลลี่จางจวินหนิง ไพล่ไปสวนกลับรัฐบาลไต้หวันเสียอีกว่าทำให้เกิดอุปสรรคต่อศิลปินไต้หวันที่ทำงานในแผ่นดินใหญ่

เป็นไปได้ว่ากั๋วไถป้านคงอยากจะแสดงจุดยืนสนับสนุนจางจวินหนิงมากกว่านี้และคงอยากปรามคนจีนมากกว่า แต่เพราะไช่อิงเหวินมาร่วมวงจึงทำให้ต้องตีวัวกระทบคราดแบบนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนตอนนี้ไม่มี“พื้นที่สีเทา” ที่ผู้คนจะทำเป็นลืมๆ หรือมองไม่ห็นความขัดแย้ง แต่มีเพียงสีดำกับขาว พวกเรากับพวกเขา ไม่มีทางสายกลาง ถ้าเลือกทำงานที่จีนก็ต้องบอกตัวเองเป็นจีน ถ้าจะค้าขายกับจีนเกาหลีต้องเลิกคบอเมริกัน ถ้าเป็นคนจีนต้องรักชาติ ฯลฯ

ผู้ที่กุมพื้นที่ในโซเชียลมีเดียของจีนในตอนนี้คือพวก “เสียวเฝิ่นหง”หรือพวก“ชมพูน้อย” หมายถึงพวกรักชาติจนเอียงซ้ายแต่ก็ซ้ายไม่จริง (เป็นแค่ชมพูไม่ถึงกับแดง) เป็นปากเป็นเสียงให้กับจีนและรัฐบาลจีนเวลามีคนวิจารณ์ พวกเสียวเฝิ่นหงจะออกไปมารุมแบบที่ชาวเน็ตไทยเรียกว่า “ทัวร์ลง” นั่นเอง

คนจีนที่รักชาติแบบไม่มีลิมิตแบบนี้กำลังเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้รัฐบาลจีนอาจได้ประโยชน์จากปรากฏการณ์เหล่านี้ แต่มันจะมีสักวันที่สถานการณ์ควบคุมไม่อยู่

โดย กรกิจ ดิษฐาน

AFP PHOTO / GREG BAKER


ดูข่าวต้นฉบับ

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

© 2021 ข่าวสระบุรี - Theme by WPEnjoy · Powered by WordPress