สุชาติ สวัสดิ์ศรี รู้สึกแปลกแยก ย้อนแย้ง หลังถูกปลดจากศิลปินแห่งชาติ

_121063697_244959767_380101423788640_1567774702136614637_n.jpg

  • อิสสริยา พรายทองแย้ม
  • บีบีซีไทย

ไม่กี่เดือนก่อน พ.ค. 2557 “สิงห์สนามหลวง” ในวัย 70 ปีเศษ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเปิดใช้คอมพิวเตอร์อย่างไร ต้องอาศัยลูกชายที่มีอยู่คนเดียวให้ช่วยเปิดบัญชีเฟซบุ๊กภายใต้ชื่อ-นามสกุลจริง “สุชาติ สวัสดิ์ศรี” เพื่อเป็นพื้นที่เผยแพร่ศิลปะ งานคิดงานเขียนแทนการจับปากกา

แต่การยึดอำนาจเมื่อ 22 พ.ค. 2557 กระตุ้นให้เขาใช้โซเชียลมีเดียยุคบุกเบิกนี้เป็นช่องทางแสดงความเห็นคัดค้านสภาพการณ์ทางการเมืองที่เขาคุ้นเคยแต่รับไม่ได้ มาตั้งแต่วัยหนุ่ม

ในช่วงขวบปีแรก ๆ ของการก่อรัฐประหาร มีคนจำนวนหนึ่งถูกเรียกไปปรับทัศนคติ แต่สุชาติยังสามารถวิพากษ์วิจารณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ เขาเชื่อว่าตัวเอง “อยู่ในความสนใจ” ของทางการ เพียงแต่ตำแหน่งศิลปินแห่งชาติค้ำจุนให้ได้รับผลพวงที่น้อยกว่า นั่นก็คือ การโทรศัพท์ไปสอบถามรายละเอียดที่บ้าน การส่งคนมาดูพิกัดที่พักอาศัย

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

“ตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับผมดี” เขาบอกกับบีบีซีไทย

“หากเสรีภาพจะมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง มันคงจะหมายถึงสิทธิที่จะบอกคนอื่นในสิ่งที่พวกเขาไม่อยากรับฟัง”

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

สุชาติ สวัสดิ์ศรี
เจ้าของนามปากกา “สิงห์สนามหลวง” ได้สถานะศิลปินแห่งชาติที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งเป็นคนแรก นับตั้งแต่มีการเชิดชูเกียรติศิลปินแขนงต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2528

ประโยคแหลมคมที่จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนไว้ใน 1984 วรรณกรรมการเมืองอันโด่งดัง น่าจะสะท้อนสิ่งที่สุชาติพยายามเรียกร้องมาแต่ไหนแต่ไร รวมทั้งสื่อผ่านเฟซบุ๊กตั้งแต่ช่วงรัฐประหารปี 2557 จนเปลี่ยนผ่านมาเป็นสิ่งที่ถูกเรียกว่าประชาธิปไตย

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

THAI NEWS PIX
บรรดาแกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ชู 3 นิ้วร่ายรำอย่างรื่นเริงหลังประกาศชัยชนะในการประท้วงเมื่อ ก.ย. 2563

ซึ่งในที่สุดคำพูดที่โจ่งแจ้ง จุดยืนที่ชัดเจน ต่อต้านรัฐประหาร สนับสนุนการยกเลิกมาตรา 112 และให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ทำให้เจ้าของนามปากกา “สิงห์สนามหลวง” ได้สถานะศิลปินแห่งชาติที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งเป็นคนแรก นับตั้งแต่มีการเชิดชูเกียรติศิลปินแขนงต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2528

คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติมีมติในการประชุมลับเมื่อ ส.ค. 2564 ให้ยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติสุชาติจากการเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ฐานที่โพสต์ถ้อยคำหรือภาพที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันหลักที่คนไทยทั้งชาติให้ความเคารพเทิดทูนโดยไม่สมควรและไม่เหมาะสม

การประท้วงเมื่อ 10 ส.ค. 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ราวหนึ่งปีก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีมีมติให้แก้ไขกฎกระทรวงเพื่อให้สามารถยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติได้ หากมีพฤติกรรมเสื่อมเสีย รวมทั้งงดจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งการแก้กฎกระทรวงนี้สุชาติเชื่อว่าเป็นความตั้งใจเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปลดเขา

“ผมก็แปลกใจ หลายคนบอกว่าเขาคงไม่ชอบขี้หน้าผม หรือเขาต้องการบอกในทางอ้อมว่าสิ่งที่ผมกระทำ คือความเห็นต่างไปจากเขา น่าจะเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อที่จะบอกให้ศิลปินแห่งชาติคนอื่น ๆ อยู่ในระบบ แต่สำหรับผม เป็นศิลปินต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก เพราะเสรีภาพของศิลปินก็คือเสรีภาพของประชาชน” สุชาติ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยที่อยู่ในกรุงลอนดอนผ่านแอปพลิเคชันซูม

อดีตศิลปินแห่งชาติที่ได้รับเกียรตินี้อยู่นาน 10 ปี บอกว่าการแสดงออกทางโซเชียลมีเดียของเขาเป็นไปโดยเปิดเผยและสุจริตใจ เป็นความเห็นและหลักการที่เขายึดถือไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่ที่เคยเคลื่อนไหวในยุค 14 ตุลา และ 6 ตุลา เป็นแนวคิดที่เขาและเพื่อนฝูงในแวดวงศิลปิน นักคิด นักเขียน เคยยึดมั่นเป็นหลักต่อสู้กับอำนาจรัฐประหารที่ครอบงำประเทศ

สุชาติ สวัสดิ์ศรี
“ผมรู้สึกมีพลังจากพวกเขา และที่บอกว่าเอาละ ไม่ต้องไปสนเรื่องศิลปินแห่งชาติ เพราะเขาให้ผมเป็นศิลปินแห่งราษฎร์คนแรก ผมก็รู้สึกภูมิใจแหละ”

“ในชั่วชีวิตผมผ่านรัฐประหารมา 6-7 ครั้ง ดังนั้นจึงเห็นสภาพของสิ่งที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ซึ่งมันควรจะได้รับบทเรียน คนในประเทศควรจะชัดเจนตรงนี้…การมีรัฐประหารเกิดขึ้นทุกครั้งเท่ากับปิดหนทางบางสิ่งบางอย่าง หรืออย่างน้อยมันก็ตัดต่อทางความคิด ทำให้คนกลัวที่จะแสดงออก สิ่งที่เราเคยคิดเคยฝันว่าเราอยากมีเสรีภาพ อยากมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมตัดสินชะตากรรมของเราเองของสังคม สิ่งนี้มันหายไป…แล้วครั้งที่ผ่านมานี้ มันเห็นอาการนี้ในคนยุคเบบี้บูมเมอร์ รุ่นราวคราวเดียวกันกับผม ชัดเจนมากขึ้น ก็มีส่วนหนึ่งที่ยังไปกันได้ แต่เป็นส่วนน้อย ยิ่งเป็นศิลปินแห่งชาติด้วยกันยิ่งไม่เห็นเลย”

สุชาติบอกว่าเขารู้สึกเหมือนเป็นคนนอก แปลกแยก และย้อนแย้งเมื่อขาดแรงหนุนตามสมควรจากทั้งคนที่เคยร่วมอุดมการณ์เดียวกัน นักเขียนที่เคยผ่าน “การดูแล” ของเขา และแม้แต่ผู้ที่อยู่ในทำเนียบศิลปินแห่งชาติด้วยกัน ที่แปลกใจยิ่งกว่าคือจู่ ๆ คนรุ่นเดียวกับเขาหลายคนดูจะเลิกสนใจเรื่องการเมือง ทั้งที่เคยแสดงความคิดเห็น เคยร่วมกระบวนการทางการเมืองกับกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) มาก่อน

ในวันนี้ กำลังใจที่ศิลปินสูงวัยได้รับกลับมาจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อย แต่คนกลุ่มนี้คือผู้ที่ออกมายื่นข้อเรียกร้องทางการเมืองอย่างที่เขาเคยทำ กับยังต้องการให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ด้วย

THAI NEWS PIX

“ผมรู้สึกมีพลังจากพวกเขา และที่บอกว่าเอาละ ไม่ต้องไปสนเรื่องศิลปินแห่งชาติ เพราะเขาให้ผมเป็นศิลปินแห่งราษฎร์คนแรก ผมก็รู้สึกภูมิใจแหละ มันมีคนรุ่นเจนซี (Z) ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อตัวเขา เพื่ออนาคตของเขา…ผมเองก็คล้าย ๆ กองหนุน ผมเห็นด้วยว่ามันเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะกลับไปนับหนึ่งใหม่ มันเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะพาสังคมย้อนกลับไปก่อน พ.ศ.2475”

สุชาติบอกบีบีซีไทยว่าวันที่ 14 ต.ค.นี้ จะเดินทางไปยังศาลปกครอง พร้อมกับทนายความจากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เพื่อยื่นฟ้องคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติและกระทรวงวัฒนธรรมที่ยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติเขา ซึ่งจนถึงวันนี้เขาก็ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นเหตุผล ทั้งยังไม่ให้โอกาสเขาได้ชี้แจงก่อนลงมติ

สุขาติและทีมทนายจะเรียกร้องให้กระทรวงวัฒนธรรมชดใช้ค่าเสียหายต่อการละเมิดสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง เป็นเงิน 1.12 ล้านบาท และจะขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวการเป็นศิลปินแห่งชาติของเขาไว้ จนกว่าจะมีคำพิพากษา

“ตอนนี้ผมได้รับความเสียหายอับอาย หลายคนบอกว่าเรื่องมันเลยตัวผมไปแล้ว ควรทำเพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน” อดีตบรรณาธิการวารสารและนิตยสารหลายฉบับ บอกบีบีซีไทย

จากศิลปิน นักเขียนที่คุ้นชินกับปากกา กระดาษ หมึกพิมพ์ และแท่นพิมพ์ วันนี้เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กสุชาติ สวัสดิ์ศรี มีผู้ติดตามทางออนไลน์มากกว่า 5 หมื่นคน

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต นักเขียนที่หลายคนยกย่องเป็นครูและบางคน “ถล่มซ้ำ” เมื่อถูกปลดจากตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ เชื่อว่าชีวิตศิลปินของเขาก็ไม่ต่างจากชาวนา หรือกรรมกรที่ต้องทำงานแลกค่าตอบแทน แต่ในแง่ของการแสดงความคิดเห็น เขาไม่ยอมปล่อยตัวเองให้หลุดเข้าไปในกรอบจารีตนิยมที่เขาเห็นว่าเป็นผลพวงของการก่อรัฐประหารหลายครั้งหลายครา และสิ่งนี้คอยกดทับจินตนาการของนักคิดนักเขียนจำนวนหนึ่ง

“คนทำงานศิลปะ ยิ่งเป็นข้าราชการ ยิ่งต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง จะคิดจะเขียนอะไร ก็ต้องมองหน้ามองหลัง มันเป็นสภาพที่เห็นชัดเจนว่าแตกต่างจากที่อื่น”

…….

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว


ดูข่าวต้นฉบับ

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

© 2021 ข่าวสระบุรี - Theme by WPEnjoy · Powered by WordPress